วันพุธ ที่ 18 มีนาคม 2569 อาคารรัฐสภา
ว่าที่ พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ (สว.ช้าง) กล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตราคาพลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ตัวเลขหน้าปั๊มจะเท่ากันทั่วประเทศ แต่ในความเป็นจริง “บาดแผล” ที่เกิดขึ้นกับประชาชนกลับลึกไม่เท่ากัน วิกฤตครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้างพื้นฐานอย่างชัดเจน เมื่อคนในเมืองหลวงพอมีทางออก แต่เกษตรกรและประชาชนในภูมิภาคกำลังถูกต้อนให้จนมุม รัฐบาลจึงไม่อาจใช้มาตรการแบบ “ตัดเสื้อโหล” ได้อีกต่อไป แต่ต้องเร่งคลอดมาตรการฉุกเฉินเพื่อต่อลมหายใจให้คนต่างจังหวัดโดยด่วน
หากมองด้วยความเป็นจริง “ประชาชนในเมืองหลวง” อาจได้รับผลกระทบจากค่าน้ำมันที่แพงขึ้น แต่ยังมี “ทางเลือกและทางรอด” ที่หลากหลายกว่า โครงสร้างพื้นฐานในเมืองใหญ่อนุญาตให้พวกเขาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ เช่น การหันไปใช้ระบบขนส่งสาธารณะที่มีครอบคลุม ทั้งรถเมล์ รถไฟฟ้า BTS หรือ MRT รวมถึงกระแสการเปลี่ยนผ่านไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ทำได้ง่ายกว่า เพราะมีสถานีชาร์จไฟฟ้า (Charging Station) รองรับอยู่แทบทุกมุมเมืองและห้างสรรพสินค้า
แต่ในทางกลับกันประชาชน และเกษตรกรในต่างจังหวัด กลับไม่มีเส้นทางหลบหนีจากวิกฤตนี้ โครงสร้างระบบขนส่งสาธารณะในต่างจังหวัดที่ยังไม่ครอบคลุมและขาดประสิทธิภาพ ทำให้รถยนต์ส่วนตัวและรถจักรยานยนต์ไม่ใช่ “ของฟุ่มเฟือย” แต่คือ “ปัจจัยที่ 5” ในการดำรงชีวิต ยิ่งไปกว่านั้น สถานีชาร์จรถไฟฟ้าในภูมิภาคยังมีอยู่อย่างจำกัด ทำให้การเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดเป็นเรื่องไกลตัวและใช้ต้นทุนสูงเกินเอื้อม
ที่น่าสลดใจที่สุดคือ”กลุ่มเกษตรกร”ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติ น้ำมัน คือ ต้นทุนหลักในการผลิต ทั้งน้ำมันสำหรับเครื่องสูบน้ำเข้านา รถไถนา และรถกระบะสำหรับขนส่งพืชผลทางการเกษตร เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูง ต้นทุนการผลิตก็พุ่งทะยาน ในขณะที่ราคาพืชผลยังตกต่ำ วิกฤตพลังงานครั้งนี้จึงไม่ต่างจากฟางเส้นสุดท้าย ที่กดทับให้เกษตรกร ต้องแบกรับหนี้สิน และวิกฤตปากท้อง อย่างที่ปรากฏตามหน้าข่าวรายวัน
อยากเสนอแนะ ต่อรัฐบาล (Call to Action)
จากบริบทความเหลื่อมล้ำที่กล่าวมา รัฐบาลจึงไม่สามารถนิ่งนอนใจ หรือออกเพียงมาตรการช่วยเหลือแบบหว่านแหได้อีกต่อไป ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งออกมาตรการ “เร่งด่วนและฉุกเฉิน” ที่พุ่งเป้า (Targeted) ไปที่กลุ่มคนต่างจังหวัดและเกษตรกรโดยเฉพาะ ดังนี้:
- มาตรการอุดหนุน “น้ำมันเพื่อการเกษตร” โดยเฉพาะ“ รัฐควรพิจารณาให้เงินอุดหนุนค่าน้ำมัน หรือจัดทำบัตรส่วนลดน้ำมันเชื้อเพลิง (Fleet Card/คูปอง) สำหรับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้ เพื่อลดต้นทุนเครื่องจักรกลทางการเกษตรและการขนส่ง
- ชดเชยค่าขนส่งสินค้าเกษตร เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนน้ำมันไปกดทับราคาพืชผล รัฐควรมีมาตรการช่วยอุดหนุนค่าขนส่งจากหน้าสวนถึงตลาด หรือจากต่างจังหวัดเข้าสู่เมืองหลวง
- ลดภาษีหรือจัดตั้งกองทุนฉุกเฉิน นำเงินจากกองทุนน้ำมัน หรือลดภาษีสรรพสามิตเฉพาะกลุ่ม เพื่อช่วยพยุงราคาน้ำมันดีเซล และเบนซินในต่างจังหวัด ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ประชาชนรากหญ้ายังพอรับไหวในระยะสั้น
สว.ช้าง กล่าวเพิ่มอีกว่า วิกฤตพลังงานครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องของ “ความอยู่รอด” รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า นโยบายการช่วยเหลือจะไม่กระจุกตัวอยู่แค่คนกรุงฯ แต่ต้องกระจายความรอดไปให้ถึงมือเกษตรกร และคนต่างจังหวัด อย่างทันท่วงที ก่อนที่เศรษฐกิจฐานรากของประเทศจะพังทลายจนยากจะเยียวยา



















