วันศุกร์ ที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ เวลา ๑๖.๐๐ น. เป็นต้นไป นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีบวงสรวงสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ (พระเจ้าเสือ) โดยมีนางพุทธิพร พลอยผักแว่น รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา) นายชินโชติ แสงสังข์ ประธานอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ด้านการประกันสังคม คณะกรรมาธิการแรงงาน สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย นางสาวรินทร์ปภัส เหิกขุนทด วัฒนธรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายณัฐพล อันตรเสน ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย การกีฬาแห่งประเทศไทย นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อดีตอธิบดีกรมสรรพสามิต นายชัยชนะ บุญนะโชติ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักร้องเพลงลูกทุ่ง) พุทธศักราช ๒๕๔๑ นายจรัสเดช อุลิต นายกสมาคมกีฬามวยไทยพระเจ้าเสือ นางสาวกิตติพร ใจบุญ ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิปัญญา ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการกองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม นางสุกัญญา เย็นสุข ผู้อำนวยการกลุ่มสงวนรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม คณะกรรมการบริหารสมาคมกีฬามวยไทยพระเจ้าเสือ คณะผู้แทนครูมวยจากสมาคมมวยไทยทั่วประเทศ
พร้อม นายธนศักดิ์ ชูสี ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการ
,นายเกรียงไกร ลาภจตุรพิธ กรรมการผู้จัดการบริษัท พีไบค์ จำกัด ,
ดร.รัฐวิชญ์ วัจนปรีชาศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสชีจี แกรนด์ จำกัด ,
ดร.อาณัติ วัชรางกุร ณ เชียงใหม่ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา
นางสาวแองจีรีน่า ไรส ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา ผู้แทนนายพิบูลย์อัฑฒ์ หฤหรรษ์ปราการ สมาชิกวุฒิสภา รองประธาน คนที่ 5
นายกิตติศักดิ์ ภักดี ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา
พลเอก เอี่ยม น้ำจันทร์ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์,นายรักเกียรติ จิตตบวร ประธานที่ปรึกษา กตตร สนหลักสอง ,พ.ต.อ.ชรินทร์ บัวเผื่อนหอม ผู้กำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ,นายธชวริษฐ์ เรืองรัชต์ธนา
Bikerontheway ครีเอเตอร์การเดินทาง อดีตพิธีกร ช่องอมรินทร์, คุณปรีดา นภาพฤกษ์ชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัทสยามร่วมมิตร ,ดร.ภูวิช ปัญญาสิทธิ์ ที่ปรึกษารองประธาน สภา และที่ปรึกษาสมาคม กีฬามวยไทยพระเจ้าเสือ
,ดร.ภาวัช รุจาฉันท์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์
คณะครูและนักเรียนจากโรงเรียนที่เกี่ยวข้อง คณะผู้แทนจากหน่วยงานภาคส่วนต่าง ๆ คณะบุคลากรกรมส่งเสริมวัฒนธรรม แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน เข้าร่วมพิธีดังกล่าว ณ สนามหน้าศาลากลางหลังเก่า อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
พิธีบวงสรวงสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ (พระเจ้าเสือ) จัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ (สมเด็จพระเจ้าเสือ) ที่ทรงพระปรีชาสามารถด้านมวยไทยอันเป็นที่ประจักษ์ อีกทั้งเพื่อเป็นการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนรู้จักประวัติความเป็นมา คุณค่าและความสำคัญของศาสตร์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับมวยไทย อันจะนำไปสู่การอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติให้มีความยั่งยืน รวมทั้งเผยแพร่และพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ของศาสตร์มวยไทยและทักษะการเล่นกีฬามวยไทยซึ่งเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมด้านศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของไทยมาแต่ครั้งโบราณให้คงอยู่สืบไป
กิจกรรมในงานพิธีดังกล่าว ประกอบด้วย (๑) การแสดงโหมโรงโดยคณะศิลปินแห่งชาติ (๒) พิธีรับมอบสมรรถนะครูมวยไทยกิตติมศักดิ์ เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ (๓) พิธีบวงสรวงสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ (พระเจ้าเสือ) ประกอบด้วย การทำน้ำพระพุทธมนต์ (holy water) การโปรยข้าวตอก (puffed rice) และดอกไม้สักการะ (๔) พิธีครอบมงคลให้เยาวชนและนักเรียนมวยไทย (๕) การแสดงศิลปะมวยไทยเทิดพระเกียรติสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ (๖) การไหว้ครูร่ายรำมวยไทย (๗) พิธีมอบรางวัล ประกอบด้วย รางวัลประกวดถักมงคล จำนวน ๖ คน รางวัลประกวดระบายสีรูปมวยไทย จำนวน ๖ คน และเกียรติบัตรผู้สนับสนุนการสืบทอดมรดกมวยไทย มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ จำนวน ๑๕ แห่ง และ (๘) การแสดงจากโรงเรียนดนตรีนพ โสตถิพันธุ์ (Nop Music School) ควบคุมโดยครูจตุภูมิ คำลือชา
เด็กนักเรียน เยาวชน และผู้เข้าร่วมกิจกรรมจากสถานศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวนกว่า ๘๐๐ คน ได้เข้าร่วมในพิธีบวงสรวงสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ (พระเจ้าเสือ) พร้อมได้ฝึกฝนศาสตร์และศิลปะมวยไทยกับคณะนักมวยและครูมวยไทยผู้ทรงคุณวุฒิทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศกว่า ๒๑ ประเทศ ได้แก่ มอริเชียส อเมริกา ไต้หวัน รัสเซีย บราซิล สเปน เวลส์ ฮ่องกง อังกฤษ เลบานอน ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย เม็กซิโก อินเดีย อิตาลี กรีซ เบลเยียม และเยอรมนี ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้ามวัฒนธรรมอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งยังเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้เทคนิคศิลปะการต่อสู้แบบดั้งเดิมจากครูมวยไทยผู้มีประสบการณ์ และแนวคิดการฝึกซ้อมมวยไทยที่หลากหลายจากผู้ฝึกสอนชาวต่างชาติ อันจะนำไปสู่การสืบสานและเผยแพร่กีฬามวยไทย เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านศิลปะการต่อสู้ของไทย และกระตุ้นให้เยาวชนเกิดความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติ ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทุนทางสังคม และทุนทางวัฒนธรรม


















