เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า เผยแพร่ข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลใหม่ ให้เร่งทบทวนนโยบาย “แบนบุหรี่ไฟฟ้า” ของประเทศไทย หลังข้อมูลทางการจากหน่วยงานรัฐสะท้อนชัดว่า นโยบายดังกล่าวไม่สามารถลดการใช้ได้จริง ตรงกันข้าม จำนวนผู้ใช้กลับเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ภายใต้การแบนที่ดำเนินมายาวนานกว่า 10 ปี
ข้อมูลจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า จำนวนผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยเพิ่มจาก 78,742 คนในปี 2021 เป็น ประมาณ 900,000 คนในปี 2024 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 11 เท่า ภายในเวลาเพียง 3 ปี แม้บุหรี่ไฟฟ้ายังคงเป็นสินค้าผิดกฎหมายตลอดช่วงเวลาดังกล่าว เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ยากจะปฏิเสธว่า นโยบายแบนแบบเบ็ดเสร็จไม่บรรลุเป้าหมายในการควบคุมการใช้ แต่กลับผลักกิจกรรมทั้งหมดออกไปอยู่นอกระบบการกำกับดูแลของรัฐ
นายอาสา ศาลิคุปต ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าและอดีตคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษากฎหมายและมาตรการควบคุมกำกับบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย เผยภายหลังมีรายงานข่าวว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเตรียมเสนอรายชื่อ “ครม.อนุทิน2” ขึ้นทูลเกล้าฯ
“หากนโยบายแบนได้ผลจริง จำนวนผู้ใช้ควรลดลง ไม่ใช่เพิ่มขึ้นเป็นหลักแสนภายใต้การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น และปัจจุบันเชื่อว่าตัวเลขผู้ใช้น่าจะมีกว่า 2 ล้านคนทั่วประเทศ”
เครือข่ายฯ ชี้ว่า การเติบโตของผู้ใช้ภายใต้การแบน สะท้อนว่าความต้องการของผู้บริโภคยังคงมีอยู่ แต่รัฐไม่มีเครื่องมือในการกำกับควบคุม ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมคุณภาพสินค้า การจำกัดอายุผู้ซื้อ หรือการให้ข้อมูลที่ถูกต้องด้านสุขภาพ แตกต่างจากสินค้าควบคุมอื่น เช่น บุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่อยู่ภายใต้ระบบกฎหมายชัดเจน
นอกจากนี้ การปล่อยให้ตลาดบุหรี่ไฟฟ้าดำเนินอยู่ในระบบผิดกฎหมาย ยังเพิ่มความเสี่ยงด้านสาธารณสุข เนื่องจากรัฐไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มา มาตรฐานผลิตภัณฑ์ หรือป้องกันการเข้าถึงของเยาวชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน การปราบปรามอย่างต่อเนื่องในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา แม้จะมีการจับกุมและยึดของกลางจำนวนมาก แต่ยังไม่ปรากฏหลักฐานว่าช่วยลดจำนวนผู้ใช้ลงได้จริง
“เมื่อทุกอย่างถูกผลักให้เป็นของผิดกฎหมาย รัฐเหลือเพียงมาตรการปราบปราม ล่าสุดในการแถลงข่าวของกรมศุลกากรบอกว่ามีบุหรี่ไฟฟ้าลักลอบเข้ามาจำหน่ายทุกวันจนจับไม่ไหว และแม้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจะปิดกั้นเว็บไซต์ขายบุหรี่ไฟฟ้ามากถึง 4 หมื่นเว็บไซต์ ในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 แต่ก็ไม่ได้ผลมากนัก เป็นเพียงการสร้างภาระให้เจ้าหน้าที่ และยังไม่มีกลไกคุ้มครองผู้บริโภคหรือดูแลความปลอดภัยของสังคมอื่นใดเลย” ตัวแทนเครือข่ายฯ กล่าว
นายอาสา ย้ำว่า การเรียกร้องให้ทบทวนนโยบาย ไม่ได้หมายถึงการส่งเสริมหรือสนับสนุนการใช้บุหรี่ไฟฟ้า แต่เป็นการขอให้รัฐบาลใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงเป็นฐานในการออกแบบนโยบายที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม โดยเฉพาะการดึงกิจกรรมที่เกิดขึ้นจริงเข้าสู่ระบบกำกับดูแลของรัฐ เพื่อลดผลกระทบเชิงลบต่อสังคมและสาธารณสุข
“ตัวเลขผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้นกว่า 11 เท่า ภายใต้การแบน คือสัญญาณเตือนเชิงนโยบายที่รัฐบาลใหม่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งในสมัยของรัฐบาลชุดที่แล้ว กมธ. วิสามัญฯ ของสภาผู้แทนฯ ได้ศึกษาผลกระทบของการแบนบุหรี่ไฟฟ้าอย่างรอบด้านพร้อมเสนอแนวทางแก้ปัญหา 3 ทาง โดยแนวทางที่ได้รับความเห็นชอบมากที่สุดคือการทำให้บุหรี่ไฟฟ้าทุกประเภทเป็นสินค้าถูกกฎหมาย และควบคุมอย่างเข้มงวด” นายอาสา ระบุ
ทั้งนี้ ประเด็นข้อเรียกร้องของเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ายังสอดคล้องกับแนวทางการสร้างกำแพงความมั่นคงของพรรคภูมิใจไทย ที่เน้นการดำเนินนโยบายเชิงปฏิบัติจริง มากกว่าการกล่าวอ้าง ภายใต้สโลแกน “พูดแล้วทำพลัส” ที่มุ่งปกป้องคนไทยจากภัยคุกคามที่ไม่ได้มีเพียงสงครามเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายที่ไม่มีคุณภาพ เป็นอันตรายต่อทั้งสุขภาพ และเศรษฐกิจประเทศด้วย












