3 เมษายน 2569
นายวัชระ เพชรทอง อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือถึงนายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีปรากฏหลักฐานเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเบี้ยวใบสั่งจราจร ไม่จ่ายค่าปรับหลายครั้งหนังสือระบุว่า ตามที่ได้มีประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายอุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอื่น ๆ เป็นคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน เพื่อบริหารราชการแผ่นดินตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แทนนายอุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีที่ต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเพื่อมิให้การบริหารราชการเเผ่นดินเกิดสุญญากาศ ดังความที่ปรากฏโดยทั่วไปแล้วนั้น
ในขณะเดียวกัน ได้มีการเผยแพร่ข่าวทางสื่อสารมวลชนและสื่อโซเชียลออนไลน์ เกี่ยวกับพฤติกรรมของบุคคลผู้ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจาราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ และที่เเก้ไขเพิ่มเติม โดยปรากฏหลักฐานในระบบควบคุมทะเบียนใบสั่งของเจ้าพนักงานจารจร ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าบุคคลดังกล่าวได้รับใบสั่งของเจ้าพนักงานจราจรรวม จำนวน ๙ ใบสั่ง ในช่วงระยะเวลาระหว่างวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ ถึงวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๓ ป้ายทะเบียน ฮต ๖๒๗๙ กท , ษน ๗๗๗๗ กท , ษจ ๙๙๙ กท , ขข ๖๖๖๖ กท และไม่ได้มีการชำระค่าปรับตามที่กำหนด จนกระทั่งคดีหมดอายุความ หรือมีการบันทึกประวัติการยกเลิกรายการใบสั่งของบุคคลดังกล่าว
กระทั่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเบื้องต้น และยืนยันว่าบุคคลดังกล่าวได้กระทำความผิดและได้รับใบสั่งจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติจริง โดยเฉพาะพบความผิดเกี่ยวกับขับขี่รถเกินอัตราเร็วที่กฎหมายกำหนดจำนวน ๙ ใบสั่ง จริง
จากข้อมูลที่เผยแพร่ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า บุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อมีพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงต่อการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. ๒๕๖๑ ตามบทบัญญัติมาตรา ๒๑๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ซึ่งให้นำมาใช้กับคณะรัฐมนตรีด้วย ตามวรรคสองของมาตราดังกล่าว ซึ่งหากการกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ย่อมมีผลให้บุคคลดังกล่าวขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี ตามความในมาตรา ๑๖๐ (๕) ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัวตามมาตรา ๑๗๐ (๔) และย่อมส่งผลให้รัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรา ๑๖๗ (๑) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ด้วย
ทั้งนี้ ตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ฯ พ.ศ. ๒๕๖๑ หมวดที่ ๑ ว่าด้วยมาตรฐานจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ ข้อ ๗ ได้กำหนดไว้ ต้องถือประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน และข้อ ๘ ที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาประโยชน์อันมิชอบเพื่อตนเองและผู้อื่น หรือมีพฤติกรรมที่รู้เห็นยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนเเสวงหาประโยชน์อันมิชอบ และการกระทำความผิดหรือฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าวถือเป็นกรณีร้ายแรง ดังนี้ จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏหลักฐานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การที่บุคคลดังกล่าวทั้งในขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามรัฐธรรมนูญ หรือผู้ได้รับการโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีชุดใหม่ ละเลยให้ใบสั่งของเจ้าพนักงานจราจรหมดอายุความโดยไม่ชำระค่าปรับตามที่กำหนด หรือ ไม่เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อต่อสู้คดีโต้แย้งตามสิทธิของคู่กรณีทางปกครอง และมีหลักฐานที่ยืนยันว่าใบสั่งจำนวนหนึ่งได้ถูกบันทึกยกเลิกจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม ในฐานะที่ตนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศ ย่อมถือว่าไม่รักษาไว้ซึ่งประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญกว่าประโยชน์แห่งตน หรือมีอำนาจอิทธิพลครอบงำรู้เห็นยินยอมให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและเจ้าพนักงานจราจรที่อยู่ใต้อำนาจของตน กระทำการที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายทำให้ตนเองได้รับประโยชน์ แม้ว่าความผิดดังกล่าวจะมีเพียงโทษปรับเป็นพินัย แต่ก็แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ที่ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะต้องดำรงด้วยความเคร่งครัดเหนือกว่าวิญญูชนคนทั่วไป อันเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่สำคัญยิ่งของบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศ ตามมาตรา ๑๖๐ (๔) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐
ขณะเดียวกันในหมวดที่ ๒ มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลัก ของมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระฯ พ.ศ. ๒๕๖๑ ดังกล่าว ข้อที่ ๑๑ ที่กำหนดว่า ต้องไม่กระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ทั้งนี้ ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อมจะต้องดำรงตนอยู่บนหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด ในการบริหารราชการแผ่นดินและการปกครองประเทศ ที่ต้องยึดถือกฎหมายเป็นสำคัญ การที่บุคคลดังกล่าวทั้งในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนเก่า และกำลังจะเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศ มีการกระทำการฝ่าฝืนต่อกฎหมายบ้านเมือง โดยเฉพาะความผิดฐานขับรถเร็วกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยของสาธารณะ และแม้ได้รับใบสั่งคำเตือนจากเจ้าพนักงานจราจรแล้ว กลับละเลยเพิกเฉยเสียไม่ใส่ใจนำพา จนทำให้คดีขาดอายุความ ย่อมมิอาจปฏิเสธได้ว่าตนขาดวุฒิภาวะไม่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งผู้นำของประเทศ การกระทำดังกล่าวเป็นการไม่ยึดมั่น “หลักนิติธรรม” ที่เป็นหลักสากลของการปกครองที่อารยประเทศต้องยึดถือ เพื่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาต่างชาติ อันจะส่งผลต่อการค้าการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ กระทบต่อเสถียรภาพและความยั่งยืนทางเศรษฐกิจของชาติ เป็นการไม่รักษาประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชนโดยรวม การเป็นผู้นำประเทศย่อมมีมโนธรรมสำนึกและตระหนักในสิ่งเหล่านี้ยิ่งกว่าประชาชนทั่วไป การกระทำดังกล่าวหากเป็นความจริงดังที่ปรากฏในข้อมูลข่าวสาร ถือว่าบุคคลดังกล่าวกระทำการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ด้วยข้อเท็จจริงและเหตุผลดังที่ได้กล่าวมา จึงขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินทำการไต่สวนตรวจสอบข้อเท็จจริงและพฤติกรรมของบุคคลดังกล่าวให้เป็นที่ประจักษ์ เพื่อดำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมของชาติ และพิจารณาส่งความเห็นไปให้ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการโดยเร่งด่วน ผลเป็นประการใดโปรดแจ้งข้าพเจ้าทราบภายใน ๑๕ วันด้วย จักขอบพระคุณยิ่ง
นายวัชระ เพชรทอง อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า“เด็กวัยรุ่น ชาวบ้านตาดำๆถูกจราจรจับ ต้องเสียค่าปรับตามใบสั่ง500บาท ไม่มียกเว้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีถูกใบสั่งจราจรถึง 9 ใบ ทำไมท่านไม่ทำตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีของผู้เคารพกฎหมาย จึงต้องมาพึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินได้โปรดวินิจฉัยต่อไป”













