วันที่ 18 มิถุนายน 2569 เวลา 13.00 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการกฎหมาย และการยุติธรรม วุฒิสภา นำโดยนายสากล ภูลศิริกุล รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง พร้อมด้วยกรรมาธิการ ที่ปรึกษา ผู้ชำนาญการ นักวิชาการ และเลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ ที่ปรึกษากิตติมศักด์ อนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ จังหวัดนครสวรรค์ โดยมีนางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ให้การต้อนรับ และประชุมร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด ตำรวจภูธรจังหวัดนครสวรรค์ ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดนครสวรรค์ สำนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ สำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวนครสวรรค์ เรือนจำกลางนครสวรรค์ ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด และด้านกระบวนการยุติธรรม
คณะกรรมาธิการได้รับทราบข้อมูลและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นสถานการณ์ยาเสพติด ผลการดำเนินงานป้องกัน ปราบปราม บำบัด
และแก้ไขปัญหายาเสพติดจังหวัดนครสวรรค์ ตลอดจนปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน และการช่วยเหลือประชาชนเพื่อให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย เสมอภาคเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม
ผู้แทนหน่วยงานให้ข้อมูลว่าภายหลังได้รับการบำบัดแล้วผู้รับการบำบัดยังกลับไปเสพยาซ้ำเพราะการเลิกยาต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 เดือน แต่ระบบปัจจุบันไม่มีโรงพยาบาลรองรับการบำบัดได้ถึง 3 เดือน จึงผลักดันกลับไปยังชุมชนที่อาศัยอยู่ ซึ่งไม่ได้เอื้อต่อการเลิกยา ดังนั้นการบำบัดจึงไม่ค่อยสำเร็จ เพราะขาดแคลนสถานที่บำบัดผู้ป่วยที่ต้องใช้เวลา 3-4 เดือน นอกจากนี้อุปสรรคในการบำบัดยาเสพติดอีกประการคือในระดับผู้ปฏิบัติงานพบปัญหาว่ามีการปกปิดข้อมูลผู้ป่วยจากศูนย์การบำบัดที่ไม่สามารถให้ข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้ เนื่องจากขัดต่อกฎหมายว่าด้วยสุขภาพจิต ยกเว้นถ้าเป็นเรื่องความปลอดภัยสาธารณะสามารถให้ข้อมูลได้ อย่างไรก็ตาม จากนโยบายการเปลี่ยนผุู้เสพเป็นผู้ป่วยทำให้ตัวเลขผู้ป่วยเพิ่มจำนวนมากขึ้น นอกจากผู้ต้องหาเสพยาเสพติดจะใช้เป็นช่องในการหลบหลีกแล้ว ทำให้สถานที่ที่บำบัดและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขดูแลไม่เพียงพอ
ไม่ครอบคลุม ถ้าเป็นไปได้จังหวัดนครสวรรค์ควรจะมีโรงพยาบาลธัญญารักษ์เพื่อบำบัดผู้เสพยาโดยตรง
ผู้แทนจากหน่วยราชการในกระบวนการยุติธรรมได้สะท้อนปัญหาโทษตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันไม่รุนแรง ทำให้ผู้กระทำความผิดไม่เกรงกลัวเท่าที่ควร โดยเฉพาะประมวลกฎหมายยาเสพติด รวมถึงปัญหาการไม่บูรณาการข้อมูลผู้เสพของฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งแนวคิดต่าง ๆ ที่ผ่านมา เช่น กระบวนการพิจารณาเข้าสู่การบำบัดที่ปัจจุบันผู้เสพมีสิทธิพิจารณาตัวเองขอเข้าสู่กระบวนการได้ ซึ่งเป็นช่องว่างให้หลบหลีกโทษ จึงอยากให้พิจารณาว่ากระบวนการเข้าสู่การบำบัด ควรให้ศาลหรือคณะกรรมการใดเป็นผู้ตัดสินด้วยหรือไม่ และหากมีการกระทำผิดซ้ำครอบครัวควรมีหน้าที่ในการรับผิดชอบด้วยหรือไม่ ไม่ใช่ปล่อยให้คนในครอบครัวสร้างความเดือดร้อนให้แก่สังคม
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะได้นำข้อมูลที่ร่วมหารือและแลกเปลี่ยนกันในครั้งนี้ ไปประกอบการพิจารณาศึกษาเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อคณะกรรมาธิการในการสนับสนุนการดำเนินงานของวุฒิสภาต่อไป






















