วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เวลา 08.00 น. ณ วัดโพธิ์เก้าต้น อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นางสาววีรวรรณ จันทนเสวี และ นายสหชัย แจ่มประสิทธิ์สกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ตลอดจนคณะหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และประชาชนทุกหมู่เหล่า เข้าร่วมพิธีทำบุญบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลแด่ดวงวิญญาณของวีรชนอย่างพร้อมเพรียงกัน เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตาและรำลึกถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ในการปกป้องผืนแผ่นดินไทย
การจัดงานในครั้งนี้ สืบเนื่องจากประวัติศาสตร์เมื่อปี พ.ศ. 2309 ที่ชาวบ้านบางระจันได้รวมพลังตั้งค่ายเพื่อต่อต้านการปล้นฆ่าและอริราชศัตรู ณ บริเวณวัดโพธิ์เก้าต้นในปัจจุบัน โดยมีกลุ่มผู้กล้าและผู้นำศรัทธา อาทิ นายแท่น, นายอิน, นายเมือง, นายโชติ, นายดอก, นายทองแก้ว, พ่อขุนสรรค์, นายทองเหม็น, นายจันหนวดเขี้ยว, นายพันเรือง, นายทองแสงใหญ่ รวมถึงกลุ่มสตรีผู้กล้าอย่าง ย่าบ้านระจัน, นางฟัก, นางแพ่ง, นางเฟือง, ย่าปล้อง และที่สำคัญยิ่งคือ หลวงปู่ธรรมโชติ ผู้เป็นศูนย์รวมขวัญและกำลังใจในการสู้รบ ซึ่งได้ร่วมกันต่อสู้อย่างกล้าหาญถึง 8 ครั้ง เป็นเวลานานกว่า 5 เดือน จนกระทั่งค่ายบางระจันได้แตกพ่ายลงในวันจันทร์ แรม 9 ค่ำ เดือน 8 โดย ทางวัดได้กำหนดจัดงานทำบุญอุทิศส่วนกุศลขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนก่อนเข้าพรรษา และในอนาคตมีแนวทางที่จะผลักดันให้ “วันค่ายแตก” เป็นวันสำคัญในระดับสากล เพื่อกำหนดจัดงานรำลึกทางประวัติศาสตร์เป็นประจำทุกปีสืบไป
นอกจากนี้ การจัดพิธียังเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน และเสด็จฯ ไปทรงจุดธูปเทียนเครื่องสักการะพระอาจารย์ธรรมโชติ ณ วิหารวัดโพธิ์เก้าต้น เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 พร้อมทั้งได้พระราชทานพระราชดำรัสอันทรงคุณค่า ความตอนหนึ่งว่า
"การที่ยกย่องวีรชนค่ายบางระจันนั้นเพราะบุคคลเหล่านั้นเป็นประชาชนไทย ซึ่งทราบดีว่าต้องรักษาพื้นที่ของตนแม้ไม่มีเครื่องมืออุปกรณ์ หรือกำลังเพียงพอต่อต้านต่อสู้เต็มที่ เพื่อไม่ให้ถูกคุกคามโดยไม่ได้คำนึงถึงอันตรายต่อตนเอง สามารถสร้างพลังปรองดองกัน เพื่อปฏิบัติหน้าที่ ถึงแม้จะเสียเลือดเสียชีวิตก็ไม่หวั่นว่าเสียโดยเปล่าประโยชน์หรือไม่ แสดงให้เห็นว่าทำหน้าที่ต่อประเทศไทยโดยสมบูรณ์"
สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประธานในพิธีพร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงและผู้มีเกียรติ ได้ร่วมกันประกอบพิธีสงฆ์ โดยมีการกราบอาราธนานิมนต์พระสงฆ์จำนวน 20 รูป ร่วมสวดมาติกา บังสุกุล และร่วมถวายเครื่องไทยธรรมเพื่ออุทิศส่วนกุศลแด่วีรชน ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจ และเป็นการแสดงออกถึงพลังความปรองดองสมานฉันท์ของชาวจังหวัดสิงห์บุรีที่พร้อมใจกันสืบสานจิตวิญญาณความรักชาติของบรรพบุรุษให้ยั่งยืนสืบไป
กชกร วีระวรรณ์
ผู้สื่อข่าวภูมิภาคประจำจังหวัดสิงห์บุรี
รายงาน
































