วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม 2569 นายกรัฐมนตรี(นายอนุทิน ชาญวีรกูล) มอบหมายให้ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในการปฐมนิเทศและมอบนโยบายแก่ผู้เข้าร่วมหลักสูตรพัฒนานักบริหารระดับสูง: ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง (หลักสูตร ป.ย.ป.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์
โดยมีหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า จำนวน 16 หน่วยงาน เข้าร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาต้นแบบนโยบายสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนประเด็นสำคัญของประเทศผ่านกระบวนการบูรณาการระหว่างหน่วยงานรองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนเป็นปัญหาเชิงระบบที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการดำเนินงานของหน่วยงานใดเพียงหน่วยงานเดียว จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวคิดจาก “การบริหารหน่วยงาน” สู่ “การบริหารประเทศร่วมกัน” โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และสร้างผลลัพธ์ร่วมระหว่างหน่วยงานภาครัฐรองนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า “การทำงานแบบบูรณาการไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการพัฒนาประเทศในยุคที่ความท้าทายมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกัน”
หลักสูตร ป.ย.ป. ไม่ใช่เพียงหลักสูตรพัฒนาผู้บริหารระดับสูง แต่เป็นพื้นที่ให้ผู้บริหารจากหลายหน่วยงานร่วมกันกำหนดโจทย์ของประเทศ พัฒนาต้นแบบนโยบาย และผลักดันสู่การปฏิบัติจริงผ่านกระบวนการห้องปฏิบัติการนวัตกรรมเชิงนโยบาย (Policy Innovation Lab) โดยรองนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้ผู้เข้าร่วมหลักสูตรร่วมกันขับเคลื่อน 3 โจทย์บูรณาการสำคัญ ที่สะท้อนทิศทางการพัฒนาประเทศในอนาคต
ได้แก่1. การพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคต มุ่งยกระดับศักยภาพคนไทยตลอดช่วงชีวิต (Human Capital for Thailand’s Future) พัฒนาทักษะแห่งอนาคต (Future Skills) ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และจัดทำกรอบการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ (Human Capital Blueprint) เพื่อเตรียมกำลังคนให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศและการก้าวสู่ประเทศรายได้สูง2. การใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูงอย่างรับผิดชอบ (AI Governance for Thailand) โดยมุ่งส่งเสริมการประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับบริการภาครัฐ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนการพัฒนากรอบธรรมาภิบาลและแนวทางการกำกับดูแล AI (National AI Guidelines) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม3. การฟื้นฟูทุนธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพเพื่ออนาคตของประเทศ (Nature Positive Thailand) โดยมุ่งอนุรักษ์และเพิ่มคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ เชื่อมโยงการพัฒนาความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) กับความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) และเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) เพื่อสร้างการเติบโตที่สมดุลและยั่งยืนรองนายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า “การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของประเทศ คือการลงทุนในคน” พร้อมทั้งเน้นว่า“ประชาชนไม่ได้แยกชีวิตตามกระทรวง ฉะนั้น ภาครัฐก็ไม่ควรแก้ปัญหาแยกตามกระทรวงเช่นกัน” ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญของการทำงานแบบบูรณาการ และเป็นหัวใจของหลักสูตร ป.ย.ป. ในปีนี้ด้าน นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.) กล่าวว่า หลักสูตร ป.ย.ป. ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 และในปี 2569 นับเป็นปีที่ 6 ของการดำเนินหลักสูตร โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้ผ่านกระบวนการห้องปฏิบัติการนวัตกรรมเชิงนโยบาย Policy Innovation Lab ที่ประยุกต์ใช้แนวคิดเชิงออกแบบ(Design Thinking) เพื่อพัฒนาต้นแบบนโยบาย (Policy Prototype) ที่สามารถนำไปทดลองในพื้นที่และต่อยอดสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายได้จริงภายหลังการกำหนดโจทย์บูรณาการโดยผู้เข้าร่วมหลักสูตรระดับ ป.ย.ป. 1 แล้ว จะมีการถ่ายทอดโจทย์ไปยังผู้เข้าร่วมหลักสูตรระดับ ป.ย.ป. 2 ป.ย.ป. 3 และ ป.ย.ป. 4 เพื่อร่วมกันศึกษา วิเคราะห์ ลงพื้นที่ และพัฒนาต้นแบบนโยบาย ก่อนนำไปทดลองในพื้นที่นำร่อง และนำผลการดำเนินงานมานำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อพิจารณาขยายผลในระดับประเทศต่อไปหลักสูตรพัฒนานักบริหารระดับสูง: ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง (หลักสูตร ป.ย.ป.) จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเครือข่ายผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐ ส่งเสริมการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงาน และพัฒนานโยบายที่ตอบสนองต่อความท้าทายของประเทศ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและสร้างประโยชน์ต่อประชาชนอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานจากการพัฒนาต้นแบบนโยบายของผู้เข้าร่วมหลักสูตร จะถูกติดตาม ประเมินผล และนำเสนอต่อรัฐบาล เพื่อพิจารณาผลักดันสู่การดำเนินงานในระดับประเทศ อันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบราชการที่บูรณาการ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมการดำเนินหลักสูตรในปีนี้คาดว่าจะก่อให้เกิดต้นแบบนโยบายที่สามารถนำไปทดลองในพื้นที่จริง และขยายผลสู่การดำเนินงานของภาครัฐ อาทิ การพัฒนาทักษะกำลังคน การยกระดับบริการภาครัฐด้วย AI และการใช้ทุนธรรมชาติสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและโอกาสของประชาชนในระยะยาว

















