วันที่ 14 กันยายน 2569 ณ อุทยานแห่งชาติทับลาน จังหวัดปราจีนบุรีนายกิติศักดิ์ หมื่นศรี รองประธาน กมธ.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เปิดเผยเบื้องลึกการลงพื้นที่สางปมร้อน โดยได้ประชุมหารือเข้มข้นร่วมกับ นายยศวัฒน์ เธียรสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 และนายประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน
เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ที่ผ่านมา เพื่อเร่งหาทางออกปัญหาแนวเขตป่าอนุรักษ์ที่ทับซ้อนกับที่ดินทำกินของราษฎร ซึ่งเป็นปัญหาความเดือดร้อนที่ฝังรากลึกมานานประเด็นสำคัญในการหารือครั้งนี้ คือการเดินหน้าศึกษาอุปสรรคและนำนโยบาย “One Map” ของรัฐบาลมาใช้แก้ปัญหาแนวเขตอุทยานฯ ที่ทับซ้อนกับหน่วยงานรัฐอื่น เพื่อหาช่องทางและระเบียบกฎหมายในการปรับปรุงแนวเขต หรือเพิกถอนพื้นที่ให้ถูกต้องตามกฎหมายอย่างโปร่งใสที่สุดสำหรับปมดราม่าที่ดินทำกินของราษฎรที่ทับซ้อนกับเขตอุทยานฯ นั้น กมธ.สิ่งแวดล้อมฯ วุฒิสภา ย้ำจุดยืนว่า “ต้องชัดเจนและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย” โดยเสนอให้ใช้หลักวิทยาศาสตร์เข้าสู้ ดึงผู้เชี่ยวชาญมาอ่านภาพถ่ายทางอากาศและภาพถ่ายดาวเทียมย้อนหลัง
ร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเปิดโอกาสให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดการยอมรับจากคนในพื้นที่อย่างแท้จริงก่อนเริ่มกระบวนการหากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ชัดว่า “ชาวบ้านอาศัยทำกินมาก่อน” การประกาศเขตอุทยานฯ หรือป่าไม้ ก็จะเดินหน้าเพิกถอนและปรับปรุงแนวเขต เพื่อส่งมอบพื้นที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดูแล คืนสิทธิ์ให้ประชาชนอย่างชอบธรรม แต่หากพิสูจน์แล้วว่า “เข้ามาอยู่ทีหลัง” ก็จะดำเนินการตามแนวทางมาตรา 64 จัดระเบียบให้ราษฎรสามารถอาศัยทำกินในเขตอุทยานฯ ได้ตามกฎหมาย ถือเป็นการแก้ปัญหาบนพื้นฐานความจริง โดยไม่มีการทอดทิ้งประชาชนนอกจากมิติเรื่องที่ดินทำกินแล้ว สว.กิติศักดิ์ ยังได้นำเสนอวิสัยทัศน์เตรียมดัน “ผาเม่น” ในพื้นที่ ต.ทุ่งโพธิ์ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี และบริเวณที่ทำการอุทยานฯ ทับลาน ให้พลิกโฉมเป็น “แหล่งท่องเที่ยวเชิงสวนพฤกษศาสตร์” ยกระดับการท่องเที่ยวนิเวศน์ เส้นทางศึกษาธรรมชาติ และการชมสัตว์ป่า ควบคู่ไปกับการแก้วิกฤติ “ช้างป่า”
ที่ออกไปสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านพร้อมเตรียมพัฒนาปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก ปั้นพื้นที่นี้ให้เป็น “จุดแวะพักสำคัญ” (Stopover) ของ จ.ปราจีนบุรี ดึงดูดนักท่องเที่ยวบนเส้นทางคมนาคมหลักที่มุ่งหน้าเชื่อมโยงสู่ภาคอีสาน ซึ่งนอกจากจะช่วยกระจายรายได้เข้ากระเป๋าชุมชนผ่านการท่องเที่ยวแล้ว ยังเป็นการสร้างความตระหนักรู้ให้คนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมเป็นหูเป็นตา ปกป้องระบบนิเวศและผืนป่ามรดกโลกแห่งนี้ให้อยู่คู่ประเทศไทยไปตราบนานเท่านาน
















