จากกรณี “กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกต้นพีชปาล์ม” ในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ รวมตัวเข้าร้องทุกข์ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาแนวทางช่วยเหลือ หลังอ้างว่าได้รับผลกระทบจากการร่วมลงทุนปลูกต้นพีชปาล์มกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง แล้วเกิดปัญหาการรับซื้อผลผลิตที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลง จนสร้างความเสียหายรวมมูลค่าหลายล้านบาท
จากการสัมภาษณ์ นางกันย์ยา คำพา ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้ยื่นหนังสือร้องทุกข์ เปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ว่า ตนได้รับการนำเสนอข้อมูลโครงการส่งเสริมการปลูกต้นพีชปาล์มจาก บริษัท พีชปาล์มเอเชีย จำกัด ซึ่งมองเห็นว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์และน่าจะสร้างรายได้ที่ดี จึงตัดสินใจนำเงินเก็บสะสมของครอบครัวกว่า 1,000,000 บาท มาลงทุนปลูกต้นพีชปาล์มจำนวน 4,000 ต้น ถือเป็นเกษตรกรรายแรกๆ ในพื้นที่อำเภอหนองไผ่
นอกจากนี้ ตนยังได้อนุญาตให้ทางบริษัทฯ ใช้พื้นที่แปลงปลูกของตนเป็น “สวนต้นแบบ” เพื่อสาธิตขั้นตอนการปลูก พร้อมทั้งได้ตกลงสมัครเป็นตัวแทนระดับอำเภอ เพื่อเป็นจุดรวบรวมผลผลิตส่งให้กับบริษัทฯ ด้วยความเชื่อมั่นนี้ ตนจึงได้ชักชวนเกษตรกรรายอื่นๆ ในพื้นที่ให้มาร่วมปลูกด้วย
นางกันย์ยา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในช่วงแรกที่ต้นกล้าเริ่มโต บริษัทฯ ได้เข้ามารับซื้อผลผลิตไปจำนวนหนึ่งในราคาต้นละ 500 บาท ซึ่งยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มเกษตรกร แต่หลังจากนั้นเหตุการณ์กลับไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ ทางบริษัทฯ ได้แจ้งขอยกเลิกสถานะการเป็นตัวแทนระดับอำเภอของตนโดยอ้างเหตุผลต่างๆ และปรับลดราคารับซื้อลงจากต้นละ 500 บาท เหลือเพียง 100 บาท
“เมื่อต้นพีชปาล์มโตได้ขนาดพร้อมตัดยอด เราได้ติดต่อไปยังบริษัทฯ เพื่อขอนัดหมายให้มารับซื้อตามที่ตกลงกันไว้ แต่ทางบริษัทฯ กลับบ่ายเบี่ยงและขอเลื่อนกำหนดการออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งล่าสุดในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่าไม่สามารถติดต่อตัวแทนของบริษัทฯ ได้ในทุกช่องทาง” นางกันย์ยา กล่าว
จากความผิดปกติที่เกิดขึ้น นางกันย์ยาได้นำเอกสารสัญญา (MOU) ไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และได้รับคำแนะนำว่า เอกสารข้อตกลงดังกล่าวอาจมีความคลุมเครือและมีช่องโหว่ทางกฎหมายที่ทำให้เกษตรกรเสียเปรียบ เรื่องนี้สร้างความทุกข์ใจให้กับตนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเกษตรกรหลายรายที่ตนชักชวนมา บางรายต้องไปกู้หนี้ยืมสิน บางรายเป็นผู้พิการ ตนจึงรู้สึกผิดและสงสารชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง จึงได้พากลุ่มเกษตรกรผู้เสียหายไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และประสานสื่อมวลชนเพื่อนำเรื่องเข้าร้องทุกข์ต่อหน่วยงานราชการ
เบื้องต้น ทางเจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ได้รับเรื่องร้องทุกข์ดังกล่าวไว้แล้ว โดยรับปากจะเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานเกษตรจังหวัด พาณิชย์จังหวัด และฝ่ายปกครอง เพื่อจัดส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน เนื่องจากมีผู้เสียหายหลายรายและมูลค่าความเสียหายค่อนข้างสูง พร้อมกันนี้ได้ให้คำแนะนำแก่กลุ่มเกษตรกรในการเข้าปรึกษาอัยการ เพื่อพิจารณาในข้อกฎหมายว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายการหลอกลวงหรือฉ้อโกงหรือไม่ เพื่อเตรียมดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป
ในช่วงท้าย นางกันย์ยา กล่าวย้ำว่า “การออกมาร้องทุกข์ในครั้งนี้ ตนและกลุ่มเกษตรกรมีเจตนาอันบริสุทธิ์ ไม่ได้ต้องการกลั่นแกล้งหรือใส่ร้ายบริษัทฯ แต่อย่างใด เพียงแต่นำเสนอข้อเท็จจริงจากสิ่งที่ประสบมา เพื่อขอความช่วยเหลือจากภาครัฐในการหาช่องทางระบายผลผลิตให้ได้ทุนคืนบ้าง และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องการใช้กรณีนี้เป็น “อุทาหรณ์” แจ้งเตือนภัยไปยังพี่น้องเกษตรกรทั่วไป ให้ระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูล บริษัท รวมถึงอ่านรายละเอียดสัญญาอย่างถี่ถ้วน ก่อนตัดสินใจร่วมลงทุนปลูกพืชชนิดใดๆ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อหรือต้องสูญเสียทรัพย์สินเช่นนี้อีก”
ทีมข่าวภูมิภาค – รายงาน







