“วัชระ เพชรทอง” ยื่นหนังสือถึงอธิบดีศาลภาษีอากรกลาง คัดค้านคำร้อง “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ขอคุ้มครองชั่วคราวระงับกรมสรรพากรยึดอายัดทรัพย์ 1.5 หมื่นล้าน จี้ศาลสั่งยกคำร้อง งัดคำพิพากษาศาลฎีกาแฉพฤติกรรมขาดคุณธรรมภาษี ซัดจงใจเตะถ่วงคดีรอหมดอายุความต้นปี 2570
วันที่ 15 ตุลาคม 2569 นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือถึงอธิบดีศาลภาษีอากรกลาง ขอให้ศาลใช้ดุลพินิจยกคำร้องของนายทักษิณ ชินวัตร กรณีขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้กรมสรรพากรยึด อายัด และนำทรัพย์สินมูลค่า 15,883.9 ล้านบาทไปขายทอดตลาดเพื่อบังคับคดีภาษีอากร
สืบเนื่องจากศาลภาษีอากรกลางได้สั่งรับคำร้องของนายทักษิณเมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา โดยนายทักษิณอ้างว่าการบังคับคดีของกรมสรรพากรซ้ำซ้อนกับการยึดทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง คดีหมายเลขแดงที่ อม. 1/2553 และศาลได้นัดไต่สวนคำร้องในวันที่ 7 ตุลาคม 2569 รวมถึงนัดชี้สองสถานและสืบพยานในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2569
นายวัชระชี้แจงในหนังสือคัดค้านว่า มูลความแห่งคดีทั้งสองกรณีเป็นคนละส่วนกัน คดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองเป็นผลจากการขัด พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ. 2543 ส่วนคดีล่าสุดเป็นกรณีหนี้ภาษีอากรตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6890/2568 ซึ่งเกิดจากการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการขายหลักทรัพย์ โดยมีการนำเงินได้เข้ามาในประเทศและผู้มีภาระภาษีพำนักในไทยเกิน 183 วัน
นายวัชระระบุว่า การยื่นคำร้องของนายทักษิณเป็นการใช้สิทธิโดยมีเจตนามิชอบเพื่อประวิงคดี เนื่องจากคดีภาษีดังกล่าวจะขาดอายุความในช่วงต้นปี 2570 หากปล่อยให้กระบวนการล่าช้าและยังมีข้อโต้แย้ง กรมสรรพากรจะไม่สามารถนำคดีไปฟ้องล้มละลายได้ทัน ซึ่งจะทำให้นายทักษิณหลุดพ้นจากหนี้ภาษีอากรทั้งหมด
นอกจากนี้ นายวัชระยังอ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6890/2568 ซึ่งระบุพฤติการณ์ของนายทักษิณว่า มีการปกปิดการถือหุ้น บมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่นส์ โดยให้บุคคลอื่นถือหุ้นแทนเพื่อเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง ศาลชี้ชัดว่าเป็นการกระทำที่ขาดคุณธรรมทางภาษี วางแผนทำธุรกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงการจัดเก็บภาษีของรัฐ ซึ่งเป็นธุรกรรมที่ไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจและมิชอบด้วยกฎหมายอย่างร้ายแรง ศาลจึงไม่มีเหตุให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแต่อย่างใด












