นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานถือเป็นกลไกสำคัญอย่างหนึ่งที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน เพื่อให้แรงงานมีความรู้ความสามารถ ทักษะฝีมือตรงกับความต้องการของนายจ้างและสถานประกอบกิจการ และได้รับค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน ขณะเดียวกันนายจ้างใช้เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือก วางแผนการบรรจุตำแหน่งงานให้เหมาะสมกับศักยภาพของพนักงานตนเอง นอกจากนี้ผลผลิตที่เกิดจากแรงงานที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานย่อมเป็นสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและที่พึงพอใจของผู้ใช้บริการ ช่วยส่งเสริมให้ประเทศชาติสามารถแข่งขันทางอุตสาหกรรมและธุรกิจการค้าระหว่างประเทศได้
นายสมาสภ์ฯ กล่าวต่อว่า ซึ่งการทดสอบฯ ในแต่ละสาขาอาชีพนั้น กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จะมีการปรับปรุงวิธีการทดสอบ กฎเกณฑ์ระเบียบต่างๆ ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในการปฏิบัติงาน เทคโนโลยีที่จะมีการปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยอยู่เสมอ โดยล่าสุดมีการปรับปรุงวิธีการทดสอบฯ สาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร ระดับ 3 เริ่มตั้งแต่การทดสอบความรู้ เป็นลักษณะข้อสอบปรนัย ผู้เข้ารับการทดสอบต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 จึงมีสิทธิเข้ารับการทดสอบภาคความสามารถ สำหรับภาคความสามารถ (ภาคปฏิบัติ) ได้ปรับปรุงแบบทดสอบ ดังนี้ แบบทดสอบที่หนึ่ง การเดินสายไฟฟ้าระบบถาดเคเบิล แบบทดสอบที่สอง ระบบสัญญาณเตือนอัคคีภัย และแบบทดสอบที่สาม การตรวจสอบมอเตอร์และวงจรควบคุมแบบ STAR-DELTA ต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ถึงจะผ่านเกณฑ์
“ช่างไฟฟ้าภายในอาคาร เป็นอาชีพที่ถูกกฎหมายกำหนดให้ดำเนินการโดยผู้มีความรู้ความสามารถเพื่อป้องกันอุบัติเหตุต่อสังคม กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจึงดำเนินการพัฒนาทักษะช่างไฟฟ้าภายในอาคาร การปรับปรุงรูปแบบการทดสอบฯ ในครั้งนี้ก็เช่นกัน โดยกรมฯ จะดำเนินการการเตรียมทุกขั้นตอนให้มีความพร้อมมากที่สุดทั้งวิธีการ กรรมการ สถานที่ต่างๆ เมื่อทุกอย่างลงตัวจะประกาศให้ช่างไฟฟ้าภายในอาคาร ที่ผ่านระดับ 1 และระดับ 2 เข้ารับการทดสอบเพื่อวัดทักษะและรับค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานอีกด้วย ซึ่งระดับ 1 ได้รับค่าจ้างวันละ 470 บ. ระดับ 2 ได้รับค่าจ้างวันละ 595 บ. และระดับ 3 ได้รับค่าจ้างวันละ 695 บ.” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าว










