กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 : นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ใช้อำนาจตามกฎหมายส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนดำเนินคดีกับอธิบดีกรมที่ดินและคณะกรรมการสอบสวนฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และกฎหมาย ป.ป.ช. กรณีมีคำสั่งยุติการเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินเขากระโดง 995 แปลง ซึ่งทับซ้อนกับที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยระบุว่าเป็นการใช้ดุลพินิจขัดต่อพยานหลักฐานและคำพิพากษาศาลฎีกาอย่างร้ายแรง
ปมสั่งยุติเรื่อง-เมินคำพิพากษาศาลฎีกา
ข้อเรียกร้องดังกล่าวสืบเนื่องจากกรณีที่กรมที่ดินได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิที่ถูกกล่าวอ้างว่าทับซ้อนกับที่ดินของ รฟท. บริเวณเขากระโดง
ต่อมา คณะกรรมการสอบสวนฯ มีมติเอกฉันท์เสนอให้ “ยุติเรื่อง” โดยอ้างว่าพยานหลักฐานของ รฟท. ไม่ชัดเจนพอที่จะรับฟังได้ว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตของ รฟท. และไม่มีการเสนอเพิกถอนเอกสารสิทธิแม้แต่แปลงเดียว ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินได้มีคำสั่งเห็นชอบตามมติดังกล่าว ส่งผลให้เอกสารสิทธิที่เป็นปัญหาจำนวน 995 แปลง ยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป
นายวัชระระบุในคำร้องว่า คำสั่งยุติเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นทั้งที่ปรากฏพยานหลักฐานสำคัญ ซึ่งรวมถึงแผนที่ท้ายคำพิพากษาศาลฎีกาและพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องอันมีน้ำหนักตามกฎหมายที่ต้องนำมาพิจารณา การกระทำนี้จึงก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐอย่างร้ายแรง
ชี้ช่องเข้าข่ายผิด ม.157 และกฎหมาย ป.ป.ช.
โดยนายวัชระ ผู้ร้องได้ยกข้อกฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลฎีกามาประกอบการพิจารณา โดยระบุพฤติการณ์ที่เข้าข่ายการกระทำความผิด ดังนี้
• ผิด ม.157 และกฎหมาย ป.ป.ช. : การที่คณะกรรมการสอบสวนฯ มีมติยุติเรื่องโดยหักล้างพยานหลักฐานสำคัญ และอธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งเห็นชอบ เข้าลักษณะการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ตาม ป.อาญา มาตรา 157 และมาตรา 172 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
• ใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ : คำสั่งยุติเรื่องเป็นการใช้ดุลพินิจขัดต่อเหตุผลแห่งพยานหลักฐานอย่างร้ายแรง ไม่ใช่การใช้ดุลพินิจโดยสุจริต (เทียบเคียงแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3509/2549)
• ความผิดสำเร็จตั้งแต่เสนอความเห็น : สำหรับคณะกรรมการสอบสวนฯ การกระทำความผิดย่อมสำเร็จตั้งแต่ได้ร่วมกันจัดทำความเห็นอันมิชอบเสนอต่อผู้มีอำนาจ (เทียบเคียงแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14689/2556)
• ความผิดต่างกรรมต่างวาระ: เนื่องจากมติครอบคลุมเอกสารสิทธิถึง 995 แปลง การกระทำจึงอาจเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามการก่อผลทางกฎหมายแยกเป็นรายกรณี (เทียบเคียงแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12493/2557)
จี้ส่งเรื่อง ป.ป.ช. ฟันกราวรูด
นายวัชระอาศัยช่องทางตามมาตรา 36 (3) แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560 ซึ่งให้อำนาจผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องพร้อมพยานหลักฐานไปยัง ป.ป.ช. หากพบว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีพฤติการณ์ทุจริตหรือประพฤติมิชอบ โดยเรียกร้องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินดำเนินการดังนี้
- รับคำร้องนี้ไว้พิจารณา
- ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
- อาศัยอำนาจตามมาตรา 36 (3) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย
ผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560 ส่งเรื่องพร้อมพยานหลักฐานทั้งหมดให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อดำเนินการไต่สวนและดำเนินคดีตามกฎหมายแก่
(1) อธิบดีกรมที่ดิน
(2) คณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดินทุกคน รวมทั้งเจ้าหน้าที่กรมที่ดินที่ได้เสนอความเห็นต่อคณะกรรมการดังกล่าวทุกคน
ทั้งนี้ ผู้ร้องได้ระบุตอนท้ายของหนังสือ ขอให้สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินแจ้งผลการดำเนินการให้ทราบภายใน 30 วัน








