ประกันสังคม เพิ่มค่าบริการทางการแพทย์ เป็น 1,500 บาท เริ่ม 1 ก.ค. 60

กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม เผยมติบอร์ดประกันสังคม อนุมัติเพิ่มค่าบริการทางการแพทย์ผู้ป่วยประกันสังคมเหมาจ่ายรายหัวจากเดิม 1,460 บาท/คน/ปี เป็น 1,500 บาท/คน/ปี เริ่ม 1 กรกฎาคม 2560

หม่อมหลวงปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน และประธานคณะกรรมการประกันสังคม เปิดเผยถึง มติคณะกรรมการประกันสังคมในคราวประชุมคณะกรรมการประกันสังคมและที่ปรึกษา (ชุดที่ 13) ครั้งที่ 10/2560 เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2560 ว่าที่ประชุมมีมติเพิ่มค่าบริการทางการแพทย์เหมาจ่ายรายหัวจากเดิม 1,460 บาท/คน/ปี เป็น 1,500 บาท/คน/ปี

และเห็นสมควรปรับค่าบริการทางการแพทย์ให้แก่สถานพยาบาล ที่ต้องรับภาระกรณีโรคที่มีภาระเสี่ยงทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในเป็น 447 บาท/คน/ปี รวมถึงปรับค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยในที่มีค่าใช้จ่ายสูง เป็น 640 บาท และกรณีการรักษาผู้ป่วยในที่มีค่าใช้จ่ายเกินหนึ่งล้านบาท ได้เพิ่มค่าบริการทางการแพทย์ ให้สถานพยาบาลในอัตราร้อยละ 80 ของค่าใช้จ่ายที่เกินหนึ่งล้านบาท ตามหลักเกณฑ์เงื่อนไข ที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนด

 

 

รองโฆษก ตร.ยันตำรวจกว่า 90 นายในบันทึกจับกุม เกี่ยวข้องกับการทำคดี ‘น้องแอ๋ม’ ทั้งหมด

 

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน เวลา 09.00 น. พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนะเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงกรณี นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จะเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ตรวจสอบบันทึกการจับกุมคดีฆ่า หั่นศพ น.ส.วาริสรา กลิ่นจุ้ย หรือ “น้องแอ๋ม” โดยปรากฏรายชื่อนายตำรวจตั้งแต่ระดับสัญญาบัตรจนถึงชั้นประทวนมากกว่า 90 คน ร่วมจับกุมเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และการมีชื่อในบันทึกการจับกุม หากไม่ได้ร่วมปฏิบัติการจับกุมจริง ถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อหวังประโยชน์อื่นใดในตำแหน่งหน้าที่ราชการนั้น โดยระบุว่าในบันทึกการจับกุมดังกล่าวส่วนแรกเป็นนายตำรวจที่เป็นผู้บังคับบัญชาในการคอยอำนวยการในทางคดี และส่วนที่สองคือเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจับกุม ซึ่งต้องไปดูรายละเอียดเป็นกรณีไปว่าเกี่ยวข้องในขั้นตอนใด โดยหลักการแล้วนายตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ต้องลงชื่อในบันทึกการจับกุมทั้งหมดทุกนาย เพราะในขั้นตอนต่อไปต้องไปปรากฏตัวที่ศาลเพื่อเป็นพยานในการจับกุม

 

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวว่า สาเหตุการฆาตกรรมครั้งนี้เป็นไปตามที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์โดยเป็นความขัดแย้งส่วนตัวและยังไม่พบเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติแต่อย่างใด ส่วนการทำคดีนี้ไม่ได้ซับซ้อนเนื่องจากผู้ต้องหาได้ทิ้งร่องรอยพยานหลักฐานไว้ ซึ่งตำรวจดำเนินการสืบสวนสอบสวนไปตามพยานหลักฐานและร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ จนทำมาสู่การจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดหลังจากนี้พนักงานสอบสวนมีเวลาในการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสรุปสำนวนคดีให้อัยการประมาณ 2เดือน ยืนยันว่าตำรวจไม่ได้เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแต่ดำเนินคดีไปตามขั้นตอน พยานหลักฐาน จึงขอสื่อมวลชนและประชาชนวิเคราะห์ข้อมูลรอบด้าน และเชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจการทำงานของเจ้าหน้าที่