ศาลยุโรปตัดสินให้แมคโดนัลด์ ใช้อักษร “MC” และ “MAC” เพียงผู้เดียว

ศาลยุโรปตัดสินให้แมคโดนัลด์ ใช้อักษร “MC” และ “MAC” เพียงผู้เดียว

ศาลชั้นต้นของทวีปยุโรป ตัดสินให้บริษัทแมคโดนัลด์ จากสหรัฐอเมริกา ชนะคดีที่บริษัทในสิงคโปร์ฟ้องโต้แย้งสิทธิการใช้เครื่องหมายการค้าที่มีคำหน้า ทั้งเขียนและออกเสียงว่า “แมค” เหมือนกัน

วันนี้ (6 ก.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ศาลชั้นต้นของยุโรปในลักเซมเบอร์ก ตัดสินว่า บริษัทแมคโดนัลด์มีสิทธิโดยเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว ที่จะใช้เครื่องหมายการค้าทั้งที่เขียนด้วยภาษาอังกฤษว่า “เอ็มซี” และ “เอ็มเอซี” ซึ่งออกเสียงว่า แม็ค

คดีนี้มีที่มาว่า บริษัทฟิวเจอร์เอนเตอร์ไพรส์ จากสิงคโปร์ ขอจดลิขสิทธิ์คำว่า “แมคคอฟฟี่” เป็นภาษาอังกฤษตัวใหญ่ทั้งหมด ซึ่งสะกดด้วย “เอ็มเอซี ซีโอดับเบิ้ลเอฟดับเบิ้ลอี” เพื่อใช้เป็นเครื่องหมายการค้าในอาหาร และเครื่องดื่ม ที่จะส่งเข้าไปขายในสหภาพยุโรป หรืออียู แต่ถูกปฏิเสธจึงนำมาฟ้องเป็นคดี ซึ่งบริษัทจากสิงคโปร์สามารถอุทธรณ์คำตัดสินนี้ต่อศาลสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นศาลสูงสุดในทวีปยุโรปได้

นักมายากลเล่นผิดคิวออกอากาศ ทำพิธีกรสาวโดนตะปูเสียบมือ !

นักมายากลเล่นผิดคิวออกอากาศ ทำพิธีกรสาวโดนตะปูเสียบมือ !

คลิปจากเว็บไซต์เดลี่เมล เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2559 เปิดเผยเรื่องชวนตะลึงจากรายการสดช่วงเช้าของประเทศโปแลนด์ Questions for Breakfast พร้อมพิธีกรดำเนินรายการ มาร์เซนา โรกัลสกา (Marzena Rogalska) วัย 46 ปี มีแขกรับเชิญเป็นนักมายากลชื่อดัง ที่เพิ่งผ่านเข้ารอบเซมิ-ไฟนอล ของรายการโปแลนด์ก็อตทาเลนต์ มาหมาด ๆ มาร่วมรายการของเช้าวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา

โดยก่อนจะเกิดเหตุสุดช็อก นักมายากลชายก็กำลังอธิบายกลบางอย่างในภาษาโปแลนด์ ก่อนจะจับมือพิธีกรหญิงขึ้นมา และตบลงไปบนถุงกระดาษที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ไม้ของรายการ

ทันใดนั้นเอง พิธีกรสาวก็แผดเสียงร้องออกมาดังลั่นด้วยความเจ็บปวด ที่กลางฝ่ามือของเธอมีตะปูตัวยักษ์ทิ่มคาอยู่ เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนแทบไม่มีใครทันตั้งตัว แต่นักมายากลดึงสติกลับมาได้จึงกระชากตะปูออกจากฝ่ามือเธออย่างไว

สุดท้ายแล้ว พ่อหนุ่มนักมายากลที่ก่อนหน้านี้ทำหน้าเลิ่กลั่กใส่หน้ากล้อง ต้องเป็นคนพาพิธีกรหญิงหลบออกจากเฟรมโดยด่วน รายงานระบุว่า มาร์เซนาไม่ได้กลับมาดำเนินรายการต่ออีกเลยตลอดช่วงเวลาที่เหลือ เพราะเธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อทำแผลด่วน

และในเวลาต่อมา มาร์เซนา อัพโหลดวิดีโอคลิปขณะที่เธอมีผ้าพันแผลอยู่เต็มมือ พร้อมเขียนแคปชั่นคลิปเอาไว้ว่า “ขอบคุณที่เป็นห่วงนะคะ ฉันยังไม่ตาย ทุกอย่างจะโอเค”

ที่มา KAPOOK

Internet of Things

เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศแรกที่สร้างเครือข่ายสาธารณะรองรับ “Internet of Things”

เนเธอร์แลนด์กลายเป็นประเทศแรกในโลกที่สร้างเครือข่ายสาธารณะเพื่อรองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่เรียกว่า Internet of Things (IoT) หรือการที่อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ รอบตัวเรา สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ เช่น หลอดไฟ ตู้เย็น เครื่องล้างจาน และอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิ

บริษัทโทรคมนาคมของเนเธอร์แลนด์ KPN มีแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดีว่า สามารถวางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตระยะไกลทั่วประเทศได้สำเร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะทำให้รัฐบาลและภาคธุรกิจสามารถควบคุมเครือข่ายสาธารณูปโภคต่างๆได้อย่างครอบคลุม และแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ทันที เช่น ไฟจราจร หรือการสับรางรถไฟ ขณะที่ผู้ใช้รายบุคคลก็สามารถควบคุมเครื่องใช้ต่างๆ ภายในบ้านผ่านโทรศัพท์มือถือได้เช่นกัน

ปัจจุบันมีอุปกรณ์เครื่องใช้ในเนเธอร์แลนด์ราว 1 ล้าน 5 แสนชิ้น ที่เชื่อมโยงกับเครือข่าย Internet of Things และกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่นักวิจารณ์หลายคนชี้ว่าเครือข่ายนี้เปราะบางต่อการถูกโจมตีทางไซเบอร์ส หรือถูกลอบเจาะล้วงข้อมูล

ขณะเดียวกัน เป็นครั้งแรกที่สภาสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ กล่าวประณามประเทศที่ปิดกั้นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชาชน โดยรายงานที่เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่แล้วชี้ว่า สภาสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติได้ผ่านมติประณามมาตรการของรัฐบาลหลายประเทศ ที่จงใจปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารออนไลน์ โดยบอกว่าเป็นการละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

มติดังกล่าวยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ เสนอการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างเท่าเทียมให้กับประชาชนทุกคน และยังระบุถึงเสรีภาพในการแสดงคิดเห็น และเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชนในแต่ละประเทศด้วย

มหาเศรษฐี

ผลสำรวจชี้เอเชียมี “มหาเศรษฐี” มากที่สุดและร่ำรวยที่สุด

Capgemini บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจระบุว่า เอเชียมีมหาเศรษฐีมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ ทั้งหมดในโลกขณะนี้

ตามรายงานของบริษัทดังกล่าว มูลค่าทรัพย์สินของมหาเศรษฐีในเอเชียในปี ค.ศ. 2015 มากเท่ากับ 17.4 ล้านล้านดอลลาร์ จาก 8.4 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อ 9 ปีที่แล้ว

ในขณะที่ทวีปอเมริกาเหนือ มีทรัพย์สินของมหาเศรษฐีรวมกันทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็น 16.6 ล้านล้านดอลลาร์ จาก 11.2 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเดียวกัน

ส่วนจำนวนมหาเศรษฐีในเอเชียมีทั้งหมด 5.1 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นชาวญี่ปุ่น 2.7 ล้านคน และเป็นชาวจีน 1 ล้านคน ในขณะที่อเมริกามีมหาเศรษฐี 4.5 ล้านคน

รายงานของ Capgemini กล่าวไว้ด้วยว่า มหาเศรษฐีของเอเชียสร้างความร่ำรวยมาจากธุรกิจการเงิน เทคโนโลยี และการบริการสุขภาพ มากที่สุด