ปราจีนบุรี เกษตรกรเร่งถอนมันสำปะหลังหนีน้ำท่วมก่อนหัวมันเน่า!

วันที่ 5 ตค.63 เกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลังบ้านคลองเจ้าแรง ม.2 ต.เขาไม้แก้ว อ.กบินทร์บุรี
จ.ปราจีนบุรี เร่งถอนมันสำปะหลังหนีน้ำท่วมเกรงหัวมันสำปะหลังจะเน่าเสียคาสวนเพราะไม่รู้ว่าน้ำจะท่วมกี่วัน โดยปกติมันสําปะหลังถ้าถูกน้ำท่วมแค่ 1วันหัวมันฯก็จะเน่าเสียทันทีพ่อค้าไม่รับซื้อทำให้เกษตรกรขาดทุนปีนี้ราคามันสําปะหลังราคา กก.โลละ 2 บาทถือว่าราคาดีนายอดิศักดิ์ พรมวัน อายุ 26 ปีอยู่บ้านเลขที่ 169 ม. 2 ต.เขาไม้แก้ว อ.กบินทร์บุรี
จ.ปราจีนบุรี กล่าวว่า ออกมาดูสวนเมื่อเย็นวานนี้พบว่าน้ำในคลองที่อยู่ติดกับไร่มันของตัวเองเพิ่มมากขึ้นและมีแนวโน้มว่าจะท่วมถึงไร่มันซึ่งอยู่ติดกับคลองสาธารณะ วันรุ่งขึ้นได้ออกมาดูไร่มันสำปะหลังพบว่าน้ำได้ท่วมไร่ทันแล้วจึงได้จ้างคนมาช่วยถอนมันหนีน้ำซึ่งมีน้ำท่วมสูง 70 ซม.ระดับเอว ไร่มันที่มีอยู่มีจำนวน 5ไร่ ถูกน้ำท่วมราว 2 ไร่เศษคาดว่าขายได้ราคา กก.2บาท เพราะลานมันเริ่มรับซื้อหัวมันดิบแล้วปีนี้หัวมันมีแป้งดีมากเท่าที่ดูหัวมันมีแป้งไม่ต่ำกว่า 20% การถอนหัวมันในน้ำ50ซม.
ใช้แรงงานตัดต้นมันออกแล้วถอนกองไว้แล้วนำรถไถลุยน้ำมาบรรทุกออกไปไว้บนโคกแล้วฟันเหง้าออกและใส่รถบรรทุกไปขายลานมันวันนี้น่าจะถอนไม่เสร็จต้องถอนพรุ่งนี้อีก1วัน วันนี้น้ำยุบเล็กน้อยเพราะน้ำไหลมาจากพื้นที่สูงเมื่อวานก่อนฝนตกหนักน้ำในคลองมีมากขึ้นตามไปด้วย..

ภาพ/ข่าว:ทองสุข สิงห์พิมพ์

ปราจีนบุรี ผญบ.หนุ่มควบเก๋งตกถนนกำลังก่อสร้างเสียหายยับ!

วันที่ 6 ตค.63 ผู้สื่อข่าวจังหวัดปราจีนบุรี​ ได้รับเรื่องร้องทุกข์จากชาวบ้านว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาน้องชายขับรถตกถนนที่กำลังก่อสร้างถนนบริเวณสี่แยกไฟแดงบ้านระเบาะไผ่ ต.หนองโพลง​ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี​ ได้รับความเสียหาย เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นแล้ว 3 ครั้งโดยครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกันในที่เกิดเหตุพบรถเก๋งโตโยต้าสีขาวยี่ฮ้อโตโยต้าทะเบียน กจ 3906 สระแก้ว​ จอดอยู่ริมไหล่ทางก่อนถึงสี่แยกไฟแดงสภาพรถด้านหน้าถูกชนของแข็งกระจังหน้าแตกหลุดออก ยางหน้าด้านขาวถูกเหล็กปล้องอ้อยที่เสียบทำถนนทิ่มแบน1จุดคนขับไม่ได้รับบาดเจ็บนางดาวัลย์(ขอสงวนนามสกุล)
อายุ 43 ปี ชาวบ้านหัวหว้ากล่าวว่า รถคันดังกล่าวเป็นของน้องชายที่เมื่อคืนขับรถผ่านมาบริเวณจุดเกิดเหตุเสียหลักตกขอบถนนที่กำลังก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ ทำให้ตัวรถได้รับความเสียหายไม่สามารถขับเคลื่อนได้จึงจอดทิ้งไว้น้องชายให้ออกมารับบริเวณนี้ด้วยรถตกขอบถนน ขณะมาถึงมีคนอยู่ระแวกนั้นได้บอกรถที่ขับผ่านมาให้เบี่ยงซ้ายไม่มีไฟบอกทางผู้สื่อข่าวเดินทางเข้าพบกับ พ.ต.อ.
พงศ์อนันท์​ รักษาชาติ
ผกก.สภ.ระเบาะไผ่​
สั่งการให้พนักงานสอบสวนเร่งติดต่อผู้รับเหมามาพบพนักงานสอบสวนและคุยกับผู้เสียหายแล้วและได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วยตัวเองและได้ประสานผู้คุมงานแจ้งผู้รับเหมามาพบพนักงานสอบสวน ผู้คุมงาน
(ขอสงวนชื่อ-นามสกุล)
บอกว่าหลังเลิกงานทุกวันจะนำป้ายบอกทางมาติดบอกผู้ใช้สัญจรให้ทราบบริเวณนี้กำลังก่อสร้างถนน และได้
ถ่ายรูปไว้ทุกวันครั้งนี้ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรที่ผ่านมามักพบเห็นว่ามีประชาชนบางคนเอาแท่งแบริเออร์ออกขับขี่รถผ่านไปมาบ่อยๆ

นายขวัญชัย ชำนิ ผญบ.ม.8 ต.หัวหว้า กล่าวว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาตนเองขับรถผ่านจุดดังกล่าวเพื่อที่จะไปบ้านน้องชายเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุรถเสียหลัก ตกขอบถนนได้รับความเสียหายก่อนเกิดเหตุฝนตกรินรินไม่มีไฟส่องสว่างป้ายบอกทางทำให้รถเสียหลักตกข้างทาง มีคนบอกว่าเกิดเหตุมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ก่อนหน้านี้มีรถวิ่งมาเหินขึ้นกองทรายที่กองอยู่บริเวณนี้มาแล้วนับว่าโชคดีที่ไม่มีใครเสียชีวิต อยากให้ผู้รับเหมาออกมารับผิดชอบซ่อมรถให้ตนเองไม่ได้เรียกร้องอะไรมากมายและติดป้ายสัญาณบอกเส้นทางให้ชัดเจนรวมถึงไฟส่องสว่างให้มากกว่านี้ซึ่งอาจจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำซากอีกครั้ง…

ภาพ/ข่าว:ทองสุข สิงห์พิมพ์

ชาวน้ำขุ่นร่วมจัดประเพณี แห่เดิม ผกา “ อ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี

วันนี้ 5 ตุลาคม 2563 ที่บ้านน้ำขุ่น ตำบลตาเกาอำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี ชาวบ้านน้ำขุ่นร่วมกันจัดประเพณีแห่เดิมผกา(ต้นเงิน)หรือปราสาทต้นเงินขึ้นโดยมีนายสะอาด วงศ์รักษ์ นายอำเภอน้ำขุ่นประธานในพิธี และนายณรงค์ศักดิ์ โลเตียะนันต์ นายกเทศมนตรีตำบลตาเการายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดงานในครั้งนี้ โดยงานประเพณีแห่ปราสาทต้นเงินเข้าวัดของชาวบ้านน้ำขุ่น เป็นวัฒนธรรมของคนไทยเชื้อสายเขมร หรือขอมโบราณที่ได้รับสืบทอดเป็นมรดกกันมานานหลายร้อยปี โดยหลังเทศกาลออกพรรษา ชาวบ้านจะร่วมกันถือปฏิบัติตามประเพณีนี้พร้อมกันทั้งหมู่บ้าน ชาวบ้านจะมาร่วมกันตกเเต่งตัวปราสาทให้มีความสวยงาม

เพื่อสืบทอดวัฒนธรรมความเชื่อทางพุทธศาสนาแบบคนเขมรโบราณ เนื่องจากในปัจจุบันอาจเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย เเละวัฒนธรรมความเชื่อทางพุทธศาสนาของชาวบ้านน้ำขุ่นวัฒนธรรมเช่นนี้ไม่มีเหลืออยู่เเล้ว

ภาพข่าว ณะรินทร์ศาล์ งามวงศ์ รายงาน